บทที่
5 Ethernet Technology
ปัจจุบันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกขณะ การเจริญเติบโตของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เหล่านี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญานบ่งบอกว่าจะมีการ ชลอตัวแต่อย่างใด เครือข่ายแบบท้องถิ่นในองค์กรต่างๆ ตลอดจน บริษัท สถานศึกษาส่วนใหญ่กว่า80% จะนิยมใช้เครือข่าย Ethernet ส่วนที่เหลือก็จะเป็นพวก FDDI/CDDI, ATM และอื่นๆ ด้วยความต้องการการส่งผ่านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามขนาดและจำนวน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่บนเครือข่าย ตลอดจนการเติบโตของ Internet อย่างรวดเร็ว จึงทำให้เครือข่าย Ethernet แบบดั้งเดิมที่มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลอยู่ที่ 10 Mbps เริ่มจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Gigabit Ethernet (IEEE802.3z)เป็นมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่น (LAN-Local Area-Network) ที่พัฒนามาจาก เครือข่ายแบบ Ethernet แบบเก่าที่มีความเร็ว 10 Mbps ให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ระดับความเร็ว 1 Gbps ทั้งนี้เทคโนโลยีนี้ ยังคงใช้กลไก CSMS/CD ในการร่วมใช้สื่อเหมือนEthernet แบบเก่า หากแต่มีการพัฒนาและดัดแปลงให้สามารถรองรับความเร็วในระดับ 1 Gbps ได้
Gigabit Ethernet เป็นส่วนเพิ่มขยายจาก 10 Mbps และ 100 Mbps Ethernet (มาตราฐาน IEEE 802.3 และ IEEE802.3u ตามลำดับ) โดยที่มันยังคงความเข้ากันได้กับมาตราฐานแบบเก่าอย่าง100% Gigabit Ethernet ยังสนับสนุนการทำงานใน mode full-duplex โดยจะเป็นการทำงานในการเชื่อมต่อระหว่าง Switch กับ Switch และระหว่าง Switch กับ End Station ส่วนการเชื่อมต่อผ่าน Repeater, Hub ซึ่งจะเป็นลักษณะของShared-media (ซึ่งใช้กลไก CSMA/CD) Gigabit Ethernet จะทำงานใน mode Half-duplex ซึ่งสามารถจะใช้สายสัญญาณได้ทั้งสายทองแดงและเส้นใยแก้วนำแสง
ปัจจุบันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกขณะ การเจริญเติบโตของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เหล่านี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญานบ่งบอกว่าจะมีการ ชลอตัวแต่อย่างใด เครือข่ายแบบท้องถิ่นในองค์กรต่างๆ ตลอดจน บริษัท สถานศึกษาส่วนใหญ่กว่า80% จะนิยมใช้เครือข่าย Ethernet ส่วนที่เหลือก็จะเป็นพวก FDDI/CDDI, ATM และอื่นๆ ด้วยความต้องการการส่งผ่านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามขนาดและจำนวน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่บนเครือข่าย ตลอดจนการเติบโตของ Internet อย่างรวดเร็ว จึงทำให้เครือข่าย Ethernet แบบดั้งเดิมที่มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลอยู่ที่ 10 Mbps เริ่มจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Gigabit Ethernet (IEEE802.3z)เป็นมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่น (LAN-Local Area-Network) ที่พัฒนามาจาก เครือข่ายแบบ Ethernet แบบเก่าที่มีความเร็ว 10 Mbps ให้สามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ระดับความเร็ว 1 Gbps ทั้งนี้เทคโนโลยีนี้ ยังคงใช้กลไก CSMS/CD ในการร่วมใช้สื่อเหมือนEthernet แบบเก่า หากแต่มีการพัฒนาและดัดแปลงให้สามารถรองรับความเร็วในระดับ 1 Gbps ได้
Gigabit Ethernet เป็นส่วนเพิ่มขยายจาก 10 Mbps และ 100 Mbps Ethernet (มาตราฐาน IEEE 802.3 และ IEEE802.3u ตามลำดับ) โดยที่มันยังคงความเข้ากันได้กับมาตราฐานแบบเก่าอย่าง100% Gigabit Ethernet ยังสนับสนุนการทำงานใน mode full-duplex โดยจะเป็นการทำงานในการเชื่อมต่อระหว่าง Switch กับ Switch และระหว่าง Switch กับ End Station ส่วนการเชื่อมต่อผ่าน Repeater, Hub ซึ่งจะเป็นลักษณะของShared-media (ซึ่งใช้กลไก CSMA/CD) Gigabit Ethernet จะทำงานใน mode Half-duplex ซึ่งสามารถจะใช้สายสัญญาณได้ทั้งสายทองแดงและเส้นใยแก้วนำแสง
รูปที่ 25 แสดงส่วนประกอบต่างๆของ
Gigabit Ethernet ซึ่งได้มีการรวม Fiber Channel เข้าไว้ด้วย
|
หลักการพื้นฐาน
|
หลักการพื้น
ฐานที่สำคัญของ
Gigabit Ethernet (IEEE802.3z) คือการปรับแก้ส่วนของ
MAC Layer
(Media Access Control Layer) โดยกลไกที่เรียกว่า
Carrier Extension
โดยกลไกตัวนี้จะทำการเพิ่มความยาวของเฟรมที่มีขนาดน้อยกว่า 512
ไบต์
โดยจะทำการเพิ่มข้อมูลเข้าไปยังส่วนท้ายของเฟรมเพื่อให้เฟรมข้อมูลนั้นมี
ขนาดเท่ากับ
512 ไบต์ เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เนื่องมาจากว่าใน
Ethernet แบบแรกที่ความเร็ว
10Mbps (IEEE802.3)
นั้นได้มีการกำหนดออกแบบเอาไว้ว่าจะต้องสามารถ
ตรวจจับ (detect) การชนการของข้อมูล (Collision)
ได้เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่อยู่ห่างกัน
2 กิโลเมตร ส่งข้อมูลที่มีความยาว 64
ไบต์ออกมาในจังหวะเวลาที่ทำให้เกิดการชนกันของข้อมูล
(Roundtrip Propagation Delay)
ซึ่งเมื่อเกิดการชนกันขึ้น MAC
Layer
จะเป็นตัวที่ตรวจพบและมันจะทำการส่งสัญญาณเพื่อให้เครื่องที่ส่งข้อมูลชนกัน
หยุดการส่งข้อมูล
และทำการสุ่มเวลาเริ่มต้นเพื่อนที่จะทำการส่งข้อมูลนั้นใหม่อีกครั้ง
และใน 100 Mbps (IEEE802.3u)ก็ใช้ข้อกำหนดนี้
แต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นได้มาจากการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาในการส่งข้อมูลให้เร็ว
ขึ้นเป็น
10 เท่าจากของเดิม
ทำให้เวลาที่ต้องใช้ในการส่งข้อมูลลดลง 10
เท่า
ซึ่งทำให้ระยะห่างสูงสุดระหว่างเครื่องในเครือข่ายลดลง
10 เท่าเช่นกัน คือ จาก 2 กิโลเมตรเหลือเพียง 200
เมตรแต่เมื่อมีการเพิ่มความเร็วขึ้นอีก
10 เท่าใน Gigabit Ethernet
จึงทำให้ระยะห่างดังกล่าวลดลงเหลือเพียง
20 เมตรบนสาย UTP cat5
ซึ่งไม่สามารถใช้งานได้ในสภาพการทำงานจริง
ดังนั้น Carrier Extension
นี่เองที่จะเข้ามาทำให้สามารถตัวจับการชนกันของข้อมูลเมื่อเครื่อง
คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอยู่ห่างกันที่ระยะ
200 เมตร
ขนาดของเฟรมที่เล็กที่สุดของ Gigabit Ethernet ซึ่งมีค่าเท่ากับ 512 ไบต์นั้นจะทำให้สามารถตรวจจับการชนกันของข้อมูลได้ที่ความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากับ 1 Gbps และระยะห่างสูงสุดที ่ 200 เมตร ทั้งนี้ทางคณะทำงานที่กำหนดมาตรฐาน IEEE802.3z ได้ลดจำนวน repeater hop ลงจาก 100Base-T(IEEE802.3u) ที่อนุญาตให้มีได้ 2 hop (และ 4 hop ใน 10Base-T) ลงเหลือเพียง 1 hop เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเหตุผลในเรื่องการลดเวลาในการตรวจสอบการชนกันของข้อมูล นอกจากนี้ค่าพารามิเตอร์อื่นๆทางวิศวกรรม(ค่าทางไฟฟ้า) ใน IEEE802.3z จะไม่มีการเผื่อ Safety Factor อีกต่อไปดังนั้นถ้าผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อไม่ได้ใช่ค่าพารามิเตอร์ที่ตรงกันจริงๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำเอา อุปกรณ์ Gigabit Ethernet ของต่างผู้ผลิตมาต่อเชื่อมกันได้
ขนาดของเฟรมที่เล็กที่สุดของ Gigabit Ethernet ซึ่งมีค่าเท่ากับ 512 ไบต์นั้นจะทำให้สามารถตรวจจับการชนกันของข้อมูลได้ที่ความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากับ 1 Gbps และระยะห่างสูงสุดที ่ 200 เมตร ทั้งนี้ทางคณะทำงานที่กำหนดมาตรฐาน IEEE802.3z ได้ลดจำนวน repeater hop ลงจาก 100Base-T(IEEE802.3u) ที่อนุญาตให้มีได้ 2 hop (และ 4 hop ใน 10Base-T) ลงเหลือเพียง 1 hop เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเหตุผลในเรื่องการลดเวลาในการตรวจสอบการชนกันของข้อมูล นอกจากนี้ค่าพารามิเตอร์อื่นๆทางวิศวกรรม(ค่าทางไฟฟ้า) ใน IEEE802.3z จะไม่มีการเผื่อ Safety Factor อีกต่อไปดังนั้นถ้าผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อไม่ได้ใช่ค่าพารามิเตอร์ที่ตรงกันจริงๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อนำเอา อุปกรณ์ Gigabit Ethernet ของต่างผู้ผลิตมาต่อเชื่อมกันได้
Carrier
Extension กับ Throughput
|
การที่ต้องเพิ่มขนาดของเฟรมที่เล็กว่า
512 ไบต์ด้วยส่วนข้อมูลพิเศษต่อท้ายเพื่อให้มีขนาดเท่ากับ 512
ไบต์นั้นจะทำให้ค่า Throughput ลดลงเมื่อมีการส่งข้อมูลที่มีขนาดน้อยกว่า
512 ไบต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งในกรณีที่แย่ที่สุดคือการส่งเฟรมขนาด
64 ไบต์ต่อเนื่องกันที่ความเร็ว 1 Gbps จะทำให้ throughput ประมาณ
12% หรือ 120 Mbps เท่านั้นเอง
แต่ในการใช้งานจริงการคำนวณหาค่า Throughput นั้นจะหาจาก ขนาดเฉลี่ยของเฟรมที่มีการส่งผ่านใน เครือข่ายนั้นๆ โดยค่านี้จะได้จากการเก็บสถิติแล้วหาเป็นค่าเฉลี่ยออกมา ซึ่งส่วนมากจะได้ค่าเฉลี่ยดังกล่าวอยู่ในช่วง 200-500 ไบต์ ซึ่งจะทำให้ได้ throughput ประมาณ 300-400 Mbps ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อความต้องการในเครือข่ายในองค์กรต่างๆ
อนึ่งวิธีการทำ Carrier Extensionนั้นจะใช้ในการกรณีที่เป็นการรับส่งข้อมูลแบบ Half-Duplex เท่านั้น เพราะในการรับส่งข้อมูลแบบ Fulle-Duplex นั้นจะมีการใช้สายรับและส่ง แยกกันคนละชุดจึงไม่มีการชนกันของข้อมูลที่วิ่งสวนทางกัน(Collision) จึงทำให้ไม่ต้องกังวลกับการตรวจจับการชนกัน
แต่ในการใช้งานจริงการคำนวณหาค่า Throughput นั้นจะหาจาก ขนาดเฉลี่ยของเฟรมที่มีการส่งผ่านใน เครือข่ายนั้นๆ โดยค่านี้จะได้จากการเก็บสถิติแล้วหาเป็นค่าเฉลี่ยออกมา ซึ่งส่วนมากจะได้ค่าเฉลี่ยดังกล่าวอยู่ในช่วง 200-500 ไบต์ ซึ่งจะทำให้ได้ throughput ประมาณ 300-400 Mbps ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อความต้องการในเครือข่ายในองค์กรต่างๆ
อนึ่งวิธีการทำ Carrier Extensionนั้นจะใช้ในการกรณีที่เป็นการรับส่งข้อมูลแบบ Half-Duplex เท่านั้น เพราะในการรับส่งข้อมูลแบบ Fulle-Duplex นั้นจะมีการใช้สายรับและส่ง แยกกันคนละชุดจึงไม่มีการชนกันของข้อมูลที่วิ่งสวนทางกัน(Collision) จึงทำให้ไม่ต้องกังวลกับการตรวจจับการชนกัน
เทคนิค
Packet Bursting
|
Packet
Bursting เป็นเทคนิคที่จะลดข้อเสียของการใช้
Carrier Extension เทคนิคนี้จะทำงานโดยการเก็บรวบรวม
เฟรมที่มีขนาดเล็กกว่า
512 ไบต์หลายๆเฟรมรวมกันให้มีขนาดมากกว่า 512 ไบต์
แล้วจึงทำการส่งออกไป
ซึ่งการที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างตัวแอพพลิเคชั่น
และตัว
Gigabit Interface Card
ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ปัจจุบันจะต้องได้รับแก้ไขเพื่อให้มีความสามารถใน
การจัดการกับข้อมูลwbr>wb
โดยลักษณะที่จะมีการเก็บรวบรวมเฟรมข้อมูลให้ได้ขนาดที่ต้องการแล้วส่งออกไป
ทีเดียวนี่เอง
ทำwbr>wbrr>>wbrr>r>>wbr>br>r>rb<wbr>wbr>r>rbr>>>
เช่นการขอเปิดเน็ตเวิร์คไฟล์ หรือการตอบรับ
(Acknowledge)
ซึ่งปัญหานี้กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินว่าจะให้มีการแก้ไขอย่างไร
โดยอาจจะให้เป็นหน้าที่ของ Protocol
ที่จะทำหน้าที่แก้ปัญหาให้ส่วนนี้
หรืออาจจะแก้ที่ตัว Packet Bursting
ให้มีการกำหนดเวลาในการรวบรวมเฟรมที่มีขนาดเล็กกว่า
512 ไบต์
ซึ่งถ้าเกินเวลาที่กำหนดแล้วแต่ว่ายังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากว่า
512 ไบต์ ก็ให้ทำการส่งออกไปโดยใช้วิธี Carrier
Extension
Buffer
Distributor
|
Buffer
Distributor
เป็นอุปกรณ์ของ Gigabit Ethernet
ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้โดยลดข้อจำกัดของ
Carrier Extension
โดยอุปกรณ์นี้จะมีการทำงานที่รวมคุณลักษณะของ
Repeaterและ Switch เข้าด้วยกัน
อุปกรณ์นี้จะใช้การเชื่อมต่อแบบ
Full-Duplex และ Flow Control(IEEE802.3x)
มันสามารถทำงานเหมือนกับRepeater
คือส่งข้อมูลทุก packet ไปยังทุกๆPort
ที่มีการเชื่อมต่ออยู่
และสามารถทำงานในลักษณะของ
Switchคือการรับข้อมูลจากหลายPort
ได้พร้อมกันแล้วนำข้อมูลนั้นไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ(Buffer)
และเมื่อมีการเขียนลงจนเต็มทางอุปกรณ์นี้ก็จะใช้ Flow
Control
ส่งสัญญาณให้โหนดที่ส่งขอมูลนั้นหยุดคอยจนกว่า Buffer
นั้นจะว่างลงอีกครั้ง
(หลังจากอุปกรณ์ได้ทำการส่งข้อมูลในBuffer
เหล่านั้นไปยังปลายทางเรียบร้อยแล้ว)
วิธีนี้ก็จะสามารถให้ Throughput ได้เกือบ 100%
แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้คือทุกโหนดที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์นี้จะต้องเป็น
แบบFull-Duplex
และสนับสนุนมาตราฐาน IEEE 802.3x ด้วย
สายสัญญาณ
|
ในปัจจุบันแม้
ว่าทางผู้ที่กำหนดมาตราฐาน
IEEE802.3z จะได้กำหนดให้สามารถใช้สาย UTP
cat5สำหรับรองรับความเร็วในระดับ
1 Gbps
ได้แต่ก็ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด(เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก่อนมีการประกาศ
ใช้มาตราฐาน)ชิ้นใดใช้สายUTP
cat5
เป็นสายสัญญาณโดยทั้งหมดเลือกใช้เส้นใยแก้วนำแสง(Optic
Fiber) ซึ่งถ้าเป็นสายแบบ Multi-mode ขนาด 62.5 micron
และใช้ความยาวคลื่นแสง
780 nanometer จะได้ระยะไกลประมาณ 550 เมตร
แต่ถ้าใช้สายแบบ
Single-mode ที่ใช้ความยาวคลื่นแสง 1300 nanometer
จะทำให้ส่งได้ไกลมากกว่า
2 กิโลเมตร
เป็นที่ทราบกันว่าการใช้เส้นใยแก้วนำแสงนั้นจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูง
ทั้งนี้เนื่องมาจากค่าwbr>wbr>wbrr>br>>,
หัวต่อและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนค่าใช้ใจในการติดตั้งสาย
และค่าบำรุงรักษา ทำให้ทางคณะทำงานเกี่ยวกับมาตราฐาน
IEEE
802.3zได้พยายามเสนอให้มีการใช้สายทองแดงแบบอื่นเพื่อนำมาใช้งานในระยะที่
ไม่เกิน
30 เมตร ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายทองแดงคือการเกิด
Echo
เมื่อสัญญาณไฟฟ้าวิ่งผ่านจากตัวทองแดงไปยังวัตถุอื่นที่เป็นทางผ่านของ
สัญญาณ
เช่น หัวต่อ RJ45 ซึ่งการเกิดEcho นี้ก็มีใน Ethernet
แบบ 10
และ 100 Mbps
แต่ว่ายังไม่มีผลมากเมื่อเทียบกับการรับส่งที่ความเร็ว
1 Gbps
การเปลี่ยนไปใช้
Gigabit Ethernet
|
ทางคณะทำงาน
ของ IEEE802.3z
ได้เสนอการนำอุปกรณ์ Gigabit Ethernet
ไปใช้ทดแทนนอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่แล้วเพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล
โดยแบ่งได้เป็น
5 ขั้นตอนดังนี้
1. เพิ่มความเร็วของ Switch-to-Server Linkวิธีการเพิ่มความเร็วที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มความเร็วในการรับส่ง ข้อมูลระหว่างตัว Gigabit switch กับ Serverประสิทธิภาพสูงซึ่งติดตั้ง Gigabit interface card รูปที่ 2.1 และ 2.2 แสดงการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์เครือข่ายแบบ Ethernet/Fast Ethernet ไปเป็น Gigabit Ethernet
1. เพิ่มความเร็วของ Switch-to-Server Linkวิธีการเพิ่มความเร็วที่ง่ายที่สุดก็คือการเพิ่มความเร็วในการรับส่ง ข้อมูลระหว่างตัว Gigabit switch กับ Serverประสิทธิภาพสูงซึ่งติดตั้ง Gigabit interface card รูปที่ 2.1 และ 2.2 แสดงการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์เครือข่ายแบบ Ethernet/Fast Ethernet ไปเป็น Gigabit Ethernet
รูปที่ 26 แสดงเครือข่ายก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
รูปที่ 27 แสดงเครือข่ายหลังเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
2. การแทนที่เครือข่ายแกนหลักที่ใช้
Fast Ethernet อยู่ก่อนในเครือข่ายขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางที่ใช้
Fast Ethernet Switch เป็นอุปกรณ์เครือข่ายแกนหลัก(Backbone
Switch) ก็อาจจะรองรับความต้องการในรับส่งข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้
การนำ Gigabit Ethernet Switch มาทำหน้าที่เป็นBackbone Switch
แทนก็จะทำให้สามารถเพิ่ม Bandwidth ได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบันและอนาคต
รูปที่ 3.1 และ 3.2 แสดงการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์เครือข่ายแบบ
Ethernet/Fast Ethernet ไปเป็น Gigabit Ethernet
รูปที่ 28 แสดงเครือข่ายก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
รูปที่ 29 แสดงเครือข่ายหลังเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
3. เพิ่มความเร็วของ
Switch-to-Switch Link ในเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมี Ethernet/Fast
Ethernet switch/repeater อยู่จะทำให้มีปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งผ่านระหว่างSwitch/Repeater
ที่มีServer ต่ออยู่ด้วยนั้นสูงมากจนต้องการการเพิ่มขยาย การนำ
Gigabit Ethernet เข้ามาแทนที่ Ethernet/Fast Ethernet Switch/Repeater
เหล่านี้ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบได้ รูปที่
4.1 และ 4.2 แสดงการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์เครือข่ายแบบ Ethernet/Fast
Ethernet ไปเป็น Gigabit Ethernet
รูปที่ 30 แสดงเครือข่ายก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
รูปที่ 31 แสดงเครือข่ายหลังเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
4. การแทนที่เครือข่ายแกนหลักที่ใช้
Shared FDDI อยู่ก่อนเครือข่ายที่ใช้เทคโนโลยี FDDI สามารถจะทำการเปลี่ยนมาใช้
Gigabit Ethernet ได้โดยการนำเอา Gigabit Ethernet Switch/Repeater
ไปแทนที่ FDDI Concentrator หรืออาจจะเพียงนำ Gigabit Ethernet
Interface Card ไปเปลี่ยนกับ FDDI Interface Card ในRouter ที่มีใช้งานอยู่แล้ว
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ต้องมีการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องสายสัญญาณเลย
เนื่องจาก FDDI ส่วนมากก็จะใช้ เส้นใยแก้วนำแสงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
รูปที่ 5.1 และ 5.2 แสดงการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์เครือข่ายแบบ
Ethernet/Fast Ethernet ไปเป็น Gigabit Ethernet
รูปที่ 32 แสดงเครือข่ายก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ Gigabit Ethernet |
5. การใช้
Network Interface
Card ที่เครื่อง High-end Desktop
ในการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความเร็วของระบบขั้นสุดท้ายก็คือการเพิ่มความเร็ว
ระหว่าง
อุปกรณ์ Gigabit Ethernet Switch/Repeater กับเครื่อง
Desktop
ระดับ Hi-end ที่ติดตั้ง Gigabit Ethernet Interface
Card ทั้งนี้เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่สูงมากๆ
เช่น แอพพลิเคชั่นประเภทวิดีโอทั้งหลาย (VDO-Editing,
VOD) หรืองานประเภท
Data Ware House
Gigabit Ethernet
กับ ATM
|
ด้วยความเร็ว
ในระดับ
1 Gbps และราคาต่อ port ของ Gigabit Ethernet
ที่ถูกกว่า เทคโนโลยี
ATM ทำให้ดูเหมือนว่า Gigabit Ethernet อาจจะมาแทนที่
ATM ในอนาคต
แต่โดยความเป้นจริงพื้นฐานทางด้านการออกแบบปล้วจะพบว่า
เทคโนโลยีทั้งสองนั้น
ออกแบบมาบนพื้นฐานที่ต่างกันออกไป
ทำให้แต่ละอันนั้นมีข้อดีข้อเสียต่างออกไป
นั่นคือ Gigabit Ethernet
นั้นออกแบบโดยมีจุดประสงค์หลักในการเข้ากันได้กับEthernet
รุ่นก่อนๆที่ได้มีใช้กันอย่างแพร่หลายแล้วในปัจจุบันนี้
ซึ่งจะมีข้อเสียตรงที่ว่ามันจะออกแบบมาเพื่อการรับส่องข้อมูลคอมพิวเตอร์
เท่านั้น
ในขณะที่เทคโนโลยี ATM
เป็นเทคโนโลยีใหม่แล้สามารถจะสนับสนุน
Ethernetแต่ก็จะมีราคาต่อ port ที่แพงกว่า Gigabit
Ethernet
ส่วนข้อดีของ ATM
คือการที่มันออกแบบมาโดยให้มีขนาดของเฟรมของข้อมูล(จะเรียกว่า
Cell)ที่มีขนาดคงที่ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องThroughput
อย่าง
Gigabit Ethernetดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
นอกจากนี้เทคโนโลยี
ATMได้ออกแบบมาเพื่อรองรับข้อมูลได้หลายประเภททั้งข้อมูลที่ขึ้นและไม่ขึ้น
กับเวลาจริง(non-Real-time
และ Real-time Data)
คุณภาพของการบริการ
(Quality of Service, QoS)
|
QoS
เป็นระดับในการให้บริการข้อมูลซึ่งมันจะรับประกันอัตราความเร็วในการส่ง
ข้อมูลหนึ่งๆที่อยู่ในระดับเดียวwbr>wbr<wbr>>wr>br<จะ
ถูกกำหนดไว้ให้โดยเฉพาะ(Dedicated
bandwidth) ซึ่งสามารถพบบริการเหล่านี้ได้ใน เทคโนโลยี
ATM ซึ่งเป็นการใช้
QoS กับ Real-time Data เพื่อให้ Gigabit Ethernet
สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลเวลาจริง
(Real-time data) และสนับสนุนQoS คณะทำงานของ
IEEE802.3z จึงได้ทดลองนำเอากลไก
RSVP (Resource Reservation Protocol) มาใช้เพื่อให้
Gigabit
สามารถรองรับ QoS
ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการประกาศเป็นมาตราฐานออกมา
ณ.ขณะนี้
8:27 AM
Unknown
Posted in
0 comments :
Post a Comment